7 อาหารอันตรายที่ทำให้กระดูกพรุน

อาหารเป็นสิ่งที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายทุกวัน วันละ 3 ครั้ง ทุกมื้ออาหารจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราอย่างลึกซึ้ง ดังสำนวนที่ว่า “You are what you eat” ซึ่งมีความหมายว่า “คุณจะเป็นไปตามสิ่งที่คุณกิน” การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อโรคจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ โดยอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกายที่เรารู้จักกันดี ที่มักจะทำให้เราป่วยด้วยโรคของความเสื่อม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด ก็คือ อาหารชนิดเดียวกันที่ทำให้ร่างกายป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนได้นั่นเอง 1. โปรตีนจากสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ชนิดไหน วัว หมู เป็ด ไก่ ปลา ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมวัว นมแพะ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต หรือแม้กระทั่งไข่ชนิดต่างๆ ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกระทา ไข่นกกระจอกเทศ หลังจากที่เรารับประทานอาหารประเภทนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจำเป็นต้องดึงแคลเซียมจากเซลล์และเนื่อเยื่อต่างๆหรือแม้กระทั่งกระดูก เพื่อใช้ในการปรับค่าความเป็นกรดด่างของเลือดให้อยู่ในภาวะที่สมดุล เพราะว่าเนื้อสัตว์เป็น acidic forming คือ ทานเข้าไปแล้ว ย่อย เผาผลาญและดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายแล้ว ผลที่ได้สุดท้ายจะทำให้เลือดมีความเป็นกรดมากขึ้นหรือมีความเป็นด่างน้อยลงนั่นเอง มีผลงานวิจัยที่ได้ทดสอบความเกี่ยวข้องของการบริโภคโปรตีนจากสัตว์และโปรตีนจากพืช เพื่อที่จะศึกษาอัตราการเกิดภาวะกระดูกแตกหักในหลายประเทศ ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า…

อ่านต่อคลิก ⇒

การดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนเป็นประจำทำให้กระดูกพรุน ?

วัฒนธรรมการดื่มกาแฟแพร่ขยายไปทั่วโลก เนื่องด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของกลิ่นหอม รสชาติและความสดชื่นที่ได้รับจากการดื่มกาแฟ จนถึงตอนนี้แม้แต่คนไทยเองก็ยังนิยมบริโภคกาแฟกันเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากการเปิดตัวของร้านกาแฟสดหลายแห่งหรือซุ้มขายกาแฟเล็กๆที่มีให้เห็นกันอยู่ทั่วไปทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่ เป็นที่ทราบกันดีว่ากาแฟเป็นเหมือนเครื่องดื่มเพิ่มพลังของใครหลายคน คือ ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น มีแรง ไม่ง่วงหงาวหาวนอน ในหนึ่งวันจึงมีคนจำนวนมากที่บริโภคกาแฟกันเป็นประจำอย่างน้อย 2 แก้วขึ้นไป สารในกาแฟที่ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกว่ามีพลัง คือ คาเฟอีน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสารเสพติดประเภทหนึ่ง แต่เป็นสารเสพติดที่ไม่ผิดกฏหมายหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพแบบทันทีทันใด คนทั่วไปจึงไม่ค่อยได้ตระหนักถึงโทษของคาเฟอีนมากนัก คาเฟอีน คืออะไร คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและเมแทบอลิซึมหรือกลไกการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย เพื่อลดความง่วง ความเหนื่อยล้า และจะส่งผลกระตุ้นเส้นประสาท โดยมีการปล่อยโปแตสเซียมและแคลเซียม เข้าสู่เซลล์ประสาท เพิ่มการตื่นตัวของร่างกาย โดยในระบบประสาท คาเฟอีนจะไปกระตุ้นการทำงานในระดับสูงของสมอง เพื่อเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็วและมีสมาธิมากขึ้น แหล่งที่พบคาเฟอีนได้ เราสามารถพบคาเฟอีนได้จากพืชธรรมชาติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ชา พบในใบมากที่สุด กาแฟ พบในเมล็ดมากที่สุด น้ำอัดลมสีดำ (โค้ก เป๊ปซี่ โคล่า) Kola nut เป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตน้ำอัดลมสีดำทีมีคาเฟอีนอยู่ เมล็ดโกโก้ เมล็ดกัวรานา ประโยชน์ของคาเฟอีน การบริโภคคาเฟอีนแต่พอดีจะมีประโยชน์ดังต่อไปนี้ ช่วยให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัว ลดความเหนื่อยล้า ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย…

อ่านต่อคลิก ⇒

การดื่มชาเป็นประจำทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ?

ชาถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสารชีวเคมีที่ซับซ้อนกว่ากาแฟ โดยทั่วไปแล้วชาจะมีอยู่ 3 ประเภท คือ ชาดำ (Black Tea) ชาเขียว (Green Tea) และชาอู่หลง (Oolong Tea) ในใบชาจะมีคาเฟอีน โดยความเข้มข้นของคาเฟอีนจากใบชาจะน้อยกว่า 50% ของความเข้มข้นของคาเฟอีนจากกาแฟ ปริมาณคาเฟอีนของใบชาโดยทั่วไปจะอยู่ 36 – 40 มิลลิกรัมต่อน้ำชา 150 มิลลิลิตร อย่างไรก็ตาม ชาต่างชนิดกันย่อมมีความเข้มข้นของคาเฟอีนที่ต่างกัน นอกจากนี้ ในใบชายังประกอบไปด้วยสารสำคัญมากมายหลากหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและแทนนิน (Tannins) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย จึงใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิดและสมานแผลได้ ชาเป็นเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดรองลงมาจากน้ำดื่ม คนในประเทศจากชาติตะวันตกนิยมการดื่มชาดำ ส่วนคนในประเทศจากชาติเอเชียนิยมดื่มชาเขียวและชาอู่หลง การผลิตใบชาทั้งโลกนี้ 78% จะเป็นชาดำ 20% ชาเขียว และอีก 2% จะเป็นชาอู่หลง ผลของการดื่มชาที่มีต่อสุขภาพโดยรวม การศึกษาทางระบาดวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการดื่มชากับโรคชนิดต่างๆมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในใบชามีองค์ประกอบที่เป็นสารฟิโนลิค (Phenolic) มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ…

อ่านต่อคลิก ⇒

การกินเป๊ปซี่ โค้กหรือน้ำอัดลม ทำให้กระดูกพรุนได้จริงหรือ ?

น้ำอัดลมเป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลก เพราะมีรสชาติที่อร่อย ดื่มแล้วสดชื่น รู้สึกมีความสุข และช่วยเพิ่มรสชาติให้กับมื้ออาหารอย่างที่เราปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลมที่มีสีดำอย่าง เช่น เป๊ปซี่ โค้ก ที่พบเห็นได้ในทุกเมนูอาหารตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด (เพิ่มอีก 5 บาทได้แก้วใหญ่กินกันจนท้องอืด) รสชาติที่ดีของน้ำอัดลมทำให้มีคนจำนวนมากสั่งน้ำประเภทนี้ดื่มกันเป็นประจำและเป็นปกติ จนลืมไปว่าน้ำอัดลมก็มีโทษต่อร่างกายในหลายแง่มุม ตั้งแต่เรื่องความอ้วนไปจนถึงโรคกระดูกพรุน ส่วนผสมที่เป็นโทษในน้ำอัดลม 1. น้ำตาล เป็นส่วนผสมยอดนิยมในอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด มีหน้าช่วยให้ความหวานทานแล้วรู้สึกดี ซึ่งการผสมน้ำตาลลงในอาหารในสมัยก่อนจะเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว และเปลี่ยนมาเป็นน้ำตาลทรายที่ผลิตจากอ้อย จนมาถึงในยุคปัจจุบันที่การใช้น้ำตาลในรูปแบบของเหลวหรือไซรัปได้รับความนิยมสูงสุด เพราะราคาถูกกว่าน้ำตาลทรายและให้ความหวานได้มากกว่า ท่านจะสังเกตเห็นได้ตามร้านกาแฟต่างๆที่ไม่เซิร์ฟน้ำตาลทรายสำหรับใส่กาแฟแล้ว แต่จะเซิร์ฟเป็นไซรัปแทน หรือไม่ก็ขนมจำพวกเบเกอรี่ที่หันมาใช้ไซรัป รวมถึงน้ำอัดลม โค้ก เป๊ปซี่ที่เรากำลังพูดถึงตอนนี้ด้วย น้ำตาลเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เช่น ช่วยทำให้อาหารและเครื่องดื่มมีรสชาติดี ให้พลังงานกับร่างกาย ทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอดีกับความต้องการของร่างกาย การบริโภคน้ำตาลของคนในยุคปัจจุบันเป็นไปอย่างพร่ำเพรื่อไม่ค่อยได้คำนึงถึงสุขภาพกันมากนัก เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปพฤติกรรมการบริโภคของคนก็เปลี่ยนไป โดยคนส่วนใหญ่หันมาบริโภคอาหารแปรรูป (น้ำอัดลมก็เป็นอาหารแปรรูปชนิดหนึ่ง) ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลกันมากขึ้น เพราะรสหวานเป็นรสชาติที่ทำให้คนเรามีความสุขและติดได้ง่าย รวมถึงความสะดวกในการซื้อหามาบริโภค อร่อยและราคาถูกด้วย ในน้ำอัดลมเกือบทุกชนิดมีส่วนผสมของน้ำตาลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายหรือไซรัป ทำให้ผู้ที่นิยมรับประทานน้ำอัดลมมีโอกาสได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินความจำเป็น ซึ่งอะไรที่เกินความจำเป็นหรือขาดความพอดีมักจะมีโทษตามมาภายหลังเสมอ น้ำตาลก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีประโยชน์ในหลายแง่มุม แต่ถ้าหากบริโภคเกินพอดีย่อมทำให้เกิดผลเสียดังต่อไปนี้…

อ่านต่อคลิก ⇒

ประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักกับโรคกระดูกพรุน

น้ำส้มสายชูหมักหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า “Vinegar” เป็นอาหารจากธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคโบราณ มีประวัติศาสตร์การใช้น้ำสัมสายชูหมักมายาวนานหลายพันปีทั่วโลก ร่องรอยเกี่ยวกับการใช้น้ำส้มสายชูหมักที่เก่าแก่ที่สุดพบในประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล น้ำส้มสายชูหมักผลิตอย่างไร ? ในสมัยก่อน (หรือแม้กระทั่งปัจจุบันสำหรับผู้ที่ผลิตใช้เอง) การผลิตน้ำส้มสายชูหมักจะนำพืชที่ต้องการหมักใส่ลงในภาชนะที่มีน้ำอยู่ เสร็จแล้วปิดฝาแล้วทิ้งไว้ให้เกิดความเป็นกรดและรสเปรี้ยวตามธรรมชาติ แบคมีเรียมีประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะทำหน้าที่นี้ โดยมีความเชื่อว่ายิ่งบ่มนานน้ำส้มสายชูหมักนั้นยิ่งดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหมักนานหลายเดือนหรือเป็นปีก็ได้ ในปัจจุบันการผลิตน้ำส้มสายชูหมักในเชิงอุตสาหกรรม จะมีการเติมจุลินทรีย์บางชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อเข้าไปเร่งปฏิกิริยาให้ได้น้ำส้มสายชูหมักเร็วขึ้น จึงใช้เวลาในการผลิตน้อยลงเหลือเพียง 1-3 วันเท่านั้น ประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักต่อโรคกระดูกพรุน น้ำส้มสายชูหมักมีประโยชน์ค่อนข้างหลากหลาย แต่ในส่วนที่เกียวข้องกับโรคกระดูกพรุนมีอยู่ 2 ข้อดังต่อไปนี้ 1. น้ำส้มสายชูหมักช่วยในการดูดซึมแคลเซียม น้ำส้มสายชูหมักมีกรดอะซิติกจากธรรมชาติอยู่สูง กรดชนิดนี้จะช่วยเพิ่มการดูดซึมเกลือแร่ (mineral = เกลือแร่) จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ดังนั้น การดื่มน้ำส้มสายชูหมักก่อนมื้ออาหารหรือพร้อมกับมื้ออาหารจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดซึมเกลือแร่จากอาหารได้มากยิ่งขึ้น ผู้ที่ประสบปัญหาโรคกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากอาหารในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน น้ำส้มสายชูหมักจึงมีประโยชน์มากต่อผู้ที่ประสบปัญหาโรคกระดูกพรุน เพราะแคลเซียมเป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่ง การดื่มน้ำส้มสายชูหมักจึงช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้นด้วย 2. น้ำส้มสายชูหมักเป็นอาหารด่าง (Alkalizing Food) ค่าความเป็นกรดด่างเราจะวัดจากค่า pH น้ำส้มสายชูหมักเองมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 2.6 – 5 ซึ่งถือว่าเป็นกรด…

อ่านต่อคลิก ⇒

การเลือกใช้สมุนไพรสำหรับกระดูกพรุน

เนื่องจากยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษากระดูกพรุนหลายตัวมีผลข้างเคียงมาก กล่าวคือมีผลเสียต่อตับและไต คนส่วนมากที่ทราบข้อมูลเหล่านี้ จึงมองหาทางเลือกในการรักษา สมุนไพรจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคกระดูกพรุนที่มีคนจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะเป็นยาที่ได้จากพืชธรรมชาติที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า ทำความเข้าใจเรื่องสมุนไพรนิดนึง ในปัจจุบันเราจะเห็นว่า มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรทำออกมาวางขายตามท้องตลาดเป็นจำนวนมาก จนบางครั้งถึงกับทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนไม่รู้จะเลือกใช้อย่างไรดี ? ผู้เขียนเลยถือโอกาสปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรสักนิดนึง เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เลือกใช้สมุนไพรอย่างถูกโรค ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สมุนไพรตามท้องตลาดมีอะไรบ้าง ? ยาสมุนไพรแบ่งตามการแปรรูปได้ดังนี้ 1. ยาสมุนไพรที่ยังไม่แปรรูป ลักษณะของยาสมุนไพรชนิดนี้ คือ ยังไม่ผ่านการแปรรูป เช่น การบดหรือโม่ให้เป็นผง การต้มในน้ำแล้วนำมาบรรจุขวด ยังคงมีลักษณะของพืชสมุนไพรชนิดนั้นอยู่อย่างชัดเจน เช่น ผลก็ยังเป็นผล ใบก็ยังเป็นใบ แก่นก็ยังเป็นแก่น เป็นต้น ในประเทศไทย เรามักจะเห็นยาชนิดนี้ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกเป็นห่อๆวางขายตามข้างทาง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า “ยารากไม้” การจะนำยาไปรับประทานต้องไปผ่านกระบวนการแปรรูปเสียก่อน จึงจะสามารถรับประทานได้ ยาชนิดนี้หาซื้อได้แบบปลอดภัยและถูกต้องตามร้านขายยาแผนโบราณที่ขายสมุนไพรทั่วไป โดยเวลาซื้อต้องนำใบสั่งยาจากแพทย์ทางเลือก (เทียบยา) ไปให้เภสัชกรดู เพื่อจัดยาตามชนิดและปริมาณที่แพทย์กำหนด 2. ยาสมุนไพรที่ผ่านการแปรรูปแล้ว ลักษณะของยาสมุนไพรชนิดนี้ คือ เป็นยาที่ผ่านการแปรรูปด้วยการบด โม่ แล้วบรรจุอยู่ในแคปซูลใส่ไว้ในกระปุก หรือต้มเอาตัวยาออกมา จากนั้นนำน้ำยาที่ได้จากการต้มมาบรรจุลงในขวด หรือผสมกับน้ำผึ้งเพื่อปั้นเป็นก้อนกลมๆหรือเรียกว่า ยาลูกกลอน ยาชนิดนี้สามารถรับประทานได้ทันที เพราะผ่านการปรุงและแปรรูปมาแล้ว…

อ่านต่อคลิก ⇒

ภาวะคนท้องหรือตั้งครรภ์กับโรคกระดูกพรุน

ช่วงตั้งครรภ์เป็นระยะของความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสรีระและฮอร์โมนในร่างกาย เพื่อรองรับชีวิตใหม่ที่กำลังเติบโตอยู่ในตัวของคุณแม่ โดยมีการเพิ่มขึ้นของระบบเผาผลาญที่เกี่ยวข้องกับกระดูก ร่างกายจำเป็นต้องใช้แคลเซียมจำนวนมากเพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้กับลูกในท้อง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและช่องเชิงกรานขยายตัว เป็นการเพิ่มภาระและแรงกดดันให้กับกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลให้กระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง และอาจเกิดภาวะกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ได้ โรคกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์คืออะไร ? โรคกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก อาการของโรคคือ คุณแม่จะมีอาการกระดูกร้าว หัก หรือแตกได้ง่ายระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังคลอดบุตรแล้วเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยกระดูกที่มักจะเกิดปัญหามากที่สุด คือ กระดูกสันหลังและรองลงมาคือ กระดูกสะโพก ในขณะที่ภาวะนี้จะส่งผลให้มีความเจ็บปวดและร่างกายอ่อนแอ ร่างกายของสตรีส่วนมากจะพยายามเยียวยารักษาตนเองอย่างรวดเร็วและกลับเป็นปกติได้โดยสมบูรณ์ โรคกระดูกพรุนที่เกียวข้องกับการตั้งครรภ์เป็นภาวะชั่วคราวระยะสั้น คุณแม่ส่วนมากมักจะไม่มีปัญหานี้อีกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ? ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ จำเป็นต้องมีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริง มีความเป็นไปได้ว่า สตรีที่เกิดภาวะนี้อาจมีมวลกระดูกน้อยอยู่ก่อนตั้งครรภ์แล้ว ผลจากโรคเรื้งรังบางชนิด การใช้ยาบางประเภทหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และระบบเผาผลาญที่เกี่ยวข้องกับกระดูกที่มีเพิ่มมากขึ้นตามธรรมชาติในช่วงของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับกระดูก ช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ร่างกายมีความต้องการใช้แคลเซียมที่เก็บอยู่ที่กระดูกจำนวนมาก อาหารบำรุงกระดูกที่มีปริมาณวิตามินดีและแคลเซียมที่เหมาะสมจะช่วยชดเชยแคลเซียมที่ใช้ไปได้ มีสตรีหรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้รับปริมาณวิตามินดีและแคลเซียมไม่เพียงพอ จนนำไปสู่ภาวะที่ร่างกายชดเชยแคลเซียมได้ไม่ทันกับที่ใช้ไป ซึ่งนำไปสู่ปัญหากระดูกอ่อนแอในระหว่างที่ตั้งครรภ์ มียาชนิดไหนบ้างที่จะทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ได้ ? คุณแม่บางคนจำเป็นต้องใช้ยา heparin (เฮพาริน) เพื่อที่จะต้านการแข็งตัวของเลือดระหว่างการตั้งครรภ์ เนื่องจากคุณแม่มีอาการแอนไทฟอสโฟไลปิดหรือเลือดแข็งตัวง่ายกว่าปกติ ซึ่งเป็นอาการที่อันตรายต่อทารกในครรภ์ งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าเฮพารินเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะกระดูกแตกหัก ยาชนิดนี้จึงเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ได้ ภาวะกระดูกแตกร้าวเนื่องจากโรคกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์มีผลอย่างไรบ้าง ? อาการกระดูกแตกร้าวมักจะเกิดตอนคลอดบุตรหรือหลังจากคลอดบุตรประมาณ 8 – 12…

อ่านต่อคลิก ⇒

ประโยชน์ของมะเขือเทศกับกระดูกพรุน

มะเขือเทศ เป็นผลไม้ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นผัก (ตามหลักพฤกษศาสตร์) ด้วยรสชาติที่อร่อยเมื่อใช้เป็นส่วนผสมของอาหารชนิดต่างๆ เช่น ส้มตำ ซอสสปาเกตตี้ หรือนำมาทานแบบสดๆก็รสชาติดีไม่แพ้กัน ทำให้มะเขือเทศเป็นอาหารที่ผู้คนทั่วโลกให้ความนิยม ซึ่งในปีหนึ่งๆมีคนทั่วโลกบริโภคมะเขือเทศมากกว่า 90 ล้านตันกันเลยทีเดียว หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า มะเขือเทศที่เรากินกันเป็นประจำมีสรรพคุณหรือมีคุณสมบัติที่ช่วยในเรื่องการบำรุงสุขภาพกระดูก ซึ่งมีผลงานวิจัยมากมายจากทั่วโลกที่รับรองในเรื่องนี้ ลองดูต่อ มะเขือเทศดีต่อกระดูกอย่างไร ? มะเขือเทศมีสารสำคัญที่เรียกว่า “ไลโคปิน” อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มะเขือเทศมีสีค่อนข้างออกแดง เราสามารถพบไลโคปินได้ในผลไม้สีแดง เช่น แตงโม สตอเบอรรี่ รวมทั้งผักผลไม้ชนิดอื่นที่มีสีแดง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศสหรัฐอเมริกา ของ Dr.Rao พบว่าสารไลโคปินมีคุณสมบัติในการยับยั้งการสูญเสียมวลกระดูกและในขณะเดียวกันยังมีคุณสมบัติในการสร้างมวลกระดูกด้วย โดยตัวไลโคปินจะเข้าไประงับยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการสลายกระดูกที่เรียกว่า Osteoclasts ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้นไลโคปินยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อนุมูลอิสระ เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยทุกโรค ซึ่งรวมถึงโรคกระดูกพรุนด้วย มีผลการศึกษาที่น่าสนใจอันหนึ่ง ซึ่งถูกตีพิมพ์ในนิตยสารกระดูกพรุนแห่งชาติของอเมริกา กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีที่อยู่ในภาวะวัยทองจำนวน 33 คน โดยศึกษาถึงผลกระทบจากการบริโภคมะเขือเทศกับภาวะการสูญเสียมวลกระดูกพบกว่า สตรีวัยทองที่บริโภคมะเขือเทศมากที่สุด สูญเสียมวลกระดูกน้อยที่สุด โดยทานซอสมะเขือเทศเพียงวันละ 2 ช้อนโต๊ะเท่านั้น ข้อมูลอีกด้านที่สนับสนุนว่ามะเขือเทศมีประโยชน์ต่อกระดูก คือ นักวิจัยพบว่า…

อ่านต่อคลิก ⇒

Page 2 of 3