ความสัมพันธ์ของเอสโตรเจนกับโรคกระดูกพรุน

เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่มีบทบาทสำคัญหลายอย่างในร่างกาย เช่น การสร้างความเจริญเติบโตและลักษณะของความเป็นผู้หญิง (เช่น น้ำเสียงอ่อนหวาน มีเต้านม สะโพกผาย) ทำให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน ควบคุมการสร้างคอเลสเตอรอล ช่วยในการผลิตน้ำนมสำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อย และที่สำคัญในประเด็นที่เรากำลังจะพูดถึงกัน คือ ช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุนครับ หน้าที่ของเอสโตรเจนต่อกระดูก ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงชนิดหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี ทำหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระดูก คือ การสงวนแคลเซียม เพื่อให้คุณแม่มีน้ำนมไว้เลี้ยงลูกอย่างเพียงพอ ซึ่งแน่นอนว่ากระบวนการสร้างน้ำนมของคุณแม่จำเป็นต้องใช้แคลเซียมปริมาณสูงมาก กระบวนการสงวนแคลเซียมในกระดูกเพื่อให้คุณแม่สร้างน้ำนมนั้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะทำหน้าที่ในการยับยั้ง พาราไทรอยด์ฮอร์โมน (Parathyroid Hormone หรือ PTH) เพื่อเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูกและลดกระบวนการสูญเสียแคลเซียมให้น้อยลง โปรดทราบไว้ว่า หน้าที่หลักของเอสโตรเจนไม่ใช่การสร้างกระดูก แต่เป็นการสงวนแคลเซียมในกระดูกไว้ โดยการยับยั้งกิจกรรมการสลายกระดูกให้น้อยลง เอสโตรเจนกับสตรีที่อยู่ในภาวะวัยทอง การสูญเสียมวลกระดูกอย่างมีนัยสำคัญจะเริ่มขึ้นในช่วงตั้งแต่วัยก่อนวัยทองหรือวัยก่อนหมดประจำเดือน (Premenopause) พอเข้าสู่วัยทอง สตรีที่อยู่ในวัยทอง (วัยหมดประจำเดือน) ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยมากจนถึงไม่ได้เลย (อวัยวะที่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนคือ รังไข่) ส่งผลให้ร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนไป เมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีหน้าที่ในการป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกแล้ว แต่ละปีของอายุที่มากขึ้นก็จะมีการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนและกระดูกบางได้ในที่สุด สตรีที่มีการตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง (ไม่ว่าจะตัดมดลูกหรือไม่ก็ตาม) จะอยู่ในภาวะเดียวกันกับสตรีวัยทอง กล่าวคือ ร่างกายไม่มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้อีกแล้ว จึงส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้เช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญที่ควรทราบ คือ หลังจากการผ่าตัดรังไข่ 4…

อ่านต่อคลิก ⇒